พืชไร่คือ พืชเศรษฐกิจที่ปลูกในพื้นที่กว้าง ใช้แรงงานไม่มาก และดูแลง่าย เช่น
ข้าวโพด
อ้อย
มันสำปะหลัง
ถั่วเหลือง
ถั่วเขียว
ลักษณะเด่นของพืชไร่
ทนแล้งได้ดีกว่าพืชผัก
ใช้ปุ๋ยและน้ำในระดับพอเหมาะ
เก็บเกี่ยวด้วยเครื่องจักรได้ง่าย
กรมพัฒนาที่ดินเน้นว่า “ดินดี = ผลผลิตดี” และแนะนำให้เกษตรกรตรวจดินก่อนปลูกเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต
ไถดะ
พลิกหน้าดิน กำจัดวัชพืช
ทำให้ดินโปร่ง รากเดินได้ดี
ไถพรวน
ทำดินให้ร่วนซุย
ช่วยให้ปุ๋ยและน้ำซึมลงดินได้ดีขึ้น
ปรับระดับพื้นที่
ป้องกันน้ำขัง
ช่วยให้การให้น้ำสม่ำเสมอ
ตรวจวิเคราะห์ดินก่อนปลูก
ใช้บริการห้องปฏิบัติการของกรมพัฒนาที่ดิน หรือชุดตรวจ LDD Test Kit
ตรวจค่า pH, N-P-K, อินทรียวัตถุ
ใช้ปุ๋ยตามผลวิเคราะห์เพื่อลดต้นทุน (MOAC รายงานปี 2567 ว่าการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดค่าใช้จ่ายได้จริง)
(เรียบง่ายสำหรับ ม.1 แต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ)
ไนโตรเจน (N)
ช่วยให้พืชใบเขียว โตเร็ว
ฟอสฟอรัส (P)
ช่วยรากแข็งแรง ออกดอกดี
โพแทสเซียม (K)
เพิ่มความแข็งแรง ทนโรค
MOAC ระบุว่าการตรวจดินจะวัดค่า N–P–K เพื่อแนะนำปุ๋ยที่เหมาะสมก่อนปลูกพืชไร่
แคลเซียม (Ca) – ช่วยสร้างผนังเซลล์
แมกนีเซียม (Mg) – ส่วนประกอบคลอโรฟิลล์
กำมะถัน (S) – ช่วยสร้างโปรตีน
เหล็ก (Fe)
สังกะสี (Zn)
ทองแดง (Cu)
โบรอน (B)
หลักการสอนง่าย ๆ สำหรับ ม.1:
“ธาตุหลัก = โตเร็ว, ธาตุรอง = แข็งแรง, ธาตุเสริม = ทำงานได้สมบูรณ์”
MOAC ให้ความสำคัญกับการวางแผนใช้น้ำอย่างเป็นระบบเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการผลิตพืชไร่
ให้น้ำตามระยะการเจริญเติบโต
ระยะแรกปลูก → ต้องการน้ำมากเพื่อให้รากตั้งตัว
ระยะเจริญเติบโต → ให้น้ำสม่ำเสมอ
ระยะใกล้เก็บเกี่ยว → ลดน้ำเพื่อป้องกันโรคและเพิ่มคุณภาพผลผลิต
หลีกเลี่ยงน้ำขัง
พืชไร่ส่วนใหญ่ไม่ชอบน้ำขัง
ต้องปรับพื้นที่ให้ระบายน้ำได้ดี
ใช้วิธีให้น้ำที่เหมาะสม
ร่องน้ำ
สปริงเกลอร์
น้ำหยด (ประหยัดน้ำที่สุด)